|
|
28 สิงหาคม 2551
|
|
อา |
จ. |
อ. |
พ. |
พฤ |
ศ. |
ส. |
| |
|
|
|
|
1 |
2 |
|
3 |
4 |
5 |
6 |
7 |
8 |
9 |
|
10 |
11 |
12 |
13 |
14 |
15 |
16 |
|
17 |
18 |
19 |
20 |
21 |
22 |
23 |
|
24 |
25 |
26 |
27 |
28 |
29 |
30 |
|
31 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
สกรุ๊ปพิเศษ
|
|
พุ ท ธ ศิ ล ป สู่ พ ร ะ พุ ท ธ รู ป
[3 มีนาคม 2551 13:47 น.] จำนวนผู้เข้าชม 116 คน
|
พุ ท ธ ศิ ล ป สู่ พ ร ะ พุ ท ธ รู ป
มูลเหตุที่สร้างพระพุทธรูป
เรื่องกำเนิดแห่งพระพุทธรูปขึ้นนั้น มีในหนังสือเรื่องตำนานพระแก่นจันทน์ กล่าวว่า “เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปประทานเทศนาโปรดพระพุทธมารดาและทรงประทับอยู่ในดาวดึงส์สวรรค์พรรษาหนึ่งนั้น พระเจ้าประเสนชิต แห่งกรุงโกศลราช เมื่อมิได้เห็นพระพุทธองค์มาเป็นเวลานาน จนเกิดความรำลึกถึง จึงตรัสสั่งให้นายช่างแกะรูปพระพุทธองค์ขึ้นด้วยไม้แก่นจันทน์แดง ประดิษฐานไว้เหนืออาสนะที่ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยประทับ ครั้นพระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์มาถึงที่ประทับ พระบรมพุทธานุภาพบันดาลให้พระพุทธรูปแก่นจันทน์ เลื่อนหลีกไปจากพระพุทธอาสน์ แต่พระตถาคตเจ้าตรัสสั่งให้รักษาพระพุทธรูปนั้นไว้ เพื่อสาธุชนจะได้ใช้เป็นแบบอย่างสร้างพระพุทธรูปเมื่อพระพุทธองค์ล่วงลับไปแล้ว ความที่กล่าวในตำนานประสงค์จะอ้างว่าพระพุทธรูปแก่นจันทน์องค์นั้น เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธรูปซึ่งสร้างกันต่อมาภายหลัง” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “อ้างว่า พระพุทธรูปมีขึ้นโดยพระบรมพุทธานุญาต และเหมือนพระพุทธองค์ เนื่องด้วยปฐมองค์นั้นสร้างขึ้นแต่ในครั้งพุทธกาลเดิม” เข้าใจว่าหนังสือเรื่องตำนานพระแก่นจันทน์จะเกิดขึ้นในลังกาทวีป แต่มาพบในหนังสือจดหมายระยะทางของหลวงจีนฟาเหียน ซึ่งไปอินเดีย เมื่อราว พ.ศ. ๙๕๐ กล่าวว่า “เมื่อไปถึงเมืองสาวัตถีได้ฟังเล่าเรื่องพระเจ้าประเสนชิตให้สร้างพระพุทธรูปตรงกับที่กล่าวในหนังสือตำนานพระแก่นจันทน์ จึงรู้ว่าเป็นเรื่องตำนานในอินเดียมีมาแต่โบราณ ถึงกระนั้นความที่กล่าวในตำนานก็ขัดกับหลักฐานที่มีโบราณวัตถุเป็นเครื่องพิสูจน์ เป็นต้นว่าถ้าเคยสร้าง พระพุทธรูปแต่เมื่อในพุทธกาล และพระพุทธองค์ได้โปรดประทานพระบรมพุทธานุญาตให้สร้างกันต่อมาดังอ้างในตำนานไซร้ พระเจ้าอโศกมหาราชก็คงสร้างพระพุทธรูปเป็นเจดียวัตถุแห่งหนึ่ง เช่นเราชอบสร้างกันในชั้นหลัง แต่ในบรรดาพุทธเจดีย์ที่พระเจ้าอโศกสร้างไว้หามีพระพุทธรูปไม่ ใช่แต่เท่านั้นแม้อุทเทสิกเจดีย์ที่สร้างกันเมื่อล่วงสมัยพระเจ้าอโศกแล้วจนราว พ.ศ.๔๐๐ เช่นลายจำหลักรูปภาพเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งทำเป็นเครื่องประดับพระมหาธาตุเจดีย์ ดังกล่าวมาในตอนก่อน (ในพุทธเจดีย์สยาม) ทำแต่รูปคนอื่น ส่วนตรงไหนที่จะต้องทำพระพุทธรูปก็คิดทำรูปสิ่งอื่น เช่น รอยพระพุทธบาท หรือ พระธรรมจักรและพุทธอาสน์เป็นต้น สมมติแทนพระพุทธรูปทุกแห่งไป ข้อนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าประเพณีที่ทำพระพุทธรูปยังไม่มีในสมัยนั้น หรือยังเป็นข้อห้ามอยู่ในมัชฌิมประเทศจนถึง พ.ศ. ๔๐๐ ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าตำนานเรื่องพระแก่นจันทน์นั้น จะเกิดขึ้นต่อสมัยเมื่อมีประเพณีสร้างพระพุทธรูปกันแพร่หลายแล้ว ราวใน พ.ศ.๗๐๐ ปี หรือ ๘๐๐ ปี”
เรื่องสร้างพระพุทธรูป นักปราชญ์ในชั้นหลังสอบเรื่องพงศาวดาร ประกอบกับพิจารณาโบราณวัตถุที่ตรวจพบในอินเดีย ได้ความเป็นหลักฐานว่า พระพุทธรูปเป็นของพวกโยนก (คือฝรั่งชาติกรีก) ซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เริ่มคิดประดิษฐ์ขึ้นในคันธารราฐ เมื่อราว พ.ศ.๓๗๐ มีเรื่องตำนานดังจะกล่าวต่อไป คือครั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช สามารถแผ่อาณาเขตตั้งแต่ยุโรป ตลอดมาจนในอินเดียข้างฝ่ายเหนือ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๐ นั้น ได้ทรงแต่งตั้งพวกโยนกที่เป็นแม่ทัพนายกองครองบ้านเมืองรักษาพระราชอาณาเขตตลอดมา ครั้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสิ้นพระชนม์ ผู้อื่นไม่สามารถจะรับรัชทายาทได้ ราชอาณาเขตก็กลับแยกกันออกเป็นประเทศต่างๆ ทางฝ่ายเอเชียนี้ พวกโยนกที่เป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง ต่างก็ตั้งตนขึ้นเป็นอิสระหลายอาณาเขตด้วยกัน แล้วชักชวนชาวโยนกพรรคพวกของตนให้มาตั้งภูมิลำเนาทำมาหากิน เป็นมูลเหตุที่จะมี พวกโยนกมาอยู่ในแผ่นดินอินเดียตอนชายแดนข้างด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเรียกว่าอาณาเขตคันธารราฐ ในสมัยนั้นขึ้นอยู่ในประเทศบัคเตรียซึ่งแม่ทัพโยนกคนหนึ่งตั้งตัวเป็นเจ้า ครั้นต่อมาเจ้าเมืองบัคเตรียแพ้สงครามต้องตัดอาณาเขตคันธารราฐให้แก่พระเจ้าจันทรคุปต์ ต้นราชวงศ์โมริยะอันเป็นองค์พระอัยกาของพระเจ้าอโศกมหาราช แต่นั้นคันธารราฐ ก็ตกมาเป็นเมืองขึ้นของมคธราฐ เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้าอโศกอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา จึงให้ไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาในคันธารราฐ และพึงสันนิษฐานว่า พวกโยนกที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่นั้นคงเข้ารีตเลื่อมใสมิมากก็น้อย แต่เมื่อพ้นสมัยราชวงศ์โมริยะมาถึงสมัยราชวงศ์สุงคะ ซึ่งทรงมีพระอานุภาพน้อย ไม่สามารถปกครองไปถึงคันธารราฐได้ พวกโยนกในประเทศบัคเตรียก็ขยายอาณาเขตรุกแดนอินเดียเข้ามาโดยลำดับ จนได้คันธารราฐและบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำสินธุ มีเมืองตักศิลาเป็นต้น ไว้ในอาณาเขต โดยมากจึงรวมอาณาเขตเข้ารวมเป็นประเทศคันธารราฐ ตั้งตนเป็นอิสระ มีพระเจ้าแผ่นดินโยนกปกครองตั้งแต่ราว พ.ศ.๓๐๐ เป็นต้นมา
ในเขตอาณาจักรของประเทศคันธารราฐนั้น ชาวเมืองโดยมากนับถือพระพุทธศาสนาสืบมาแต่ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช พวกโยนกตามมาชั้นหลัง เมื่อมาได้สมาคมสมพงศ์กับพวกชาวเมืองก็มักเข้ารีตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แต่พระเจ้าแผ่นดินนั้นยังถือศาสนาเดิมของพวกโยนก มาจนถึงราวเมื่อ พ.ศ.๓๖๐ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่ามิลินท์ ทรงมีพระราชอานุภาพมาก ทำสงครามแผ่อาณาเขตเข้าไปในมัชฌิมประเทศจนถึงมคธราฐ ชะรอยจะได้ไปทราบพิธีการปกครองของพระเจ้าอโศกมหาราช และได้สมาคมคุ้นเคยกับผู้รอบรู้พระพุทธศาสนา ประกาศแสดงพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองขึ้นในประเทศคันธารราฐนับแต่นั้นมา
พุทธเจดีย์ที่สร้างขึ้นในคันธารราฐ ในรัชสมัยของพระเจ้ามิลินท์นั้น ก็เอาแบบอย่างไปจากมัชฌิมประเทศ แต่พวกโยนกเป็นชาวต่างประเทศ ไม่เคยถือข้อห้ามการทำรูปเคารพ ซ้ำคติศาสนาเดิมของพวกโยนก ก็เลื่อมใสในการสร้างเทวรูปสำหรับสักการะบูชาด้วย เพราะเหตุนี้พวกโยนกไม่ชอบแบบของชาวอินเดียที่ทำรูปสิ่งอื่นสมมติแทนพระพุทธองค์จึงคิดทำพระพุทธรูปขึ้นในเครื่องประดับเจดียสถาน พระพุทธรูปจึงมีขึ้นในคันธารราฐเป็นปฐม (เมื่อในระหว่าง พ.ศ.๓๖๕ จนถึง พ.ศ.๓๘๓) ความที่กล่าวนี้มีหลักฐานด้วย พระพุทธรูปชั้นเก่าที่สุด ซึ่งตรวจพบในอินเดีย พบในแคว้นคันธารราฐ และเป็นแบบอย่างช่างโยนกทำทั้งนั้น แต่เมื่อพิจารณาดูลักษณะพระพุทธรูปคันธารราฐที่พวกโยนกทำ เห็นได้ว่ามิใช่เป็นแต่ความคิดของช่างเชลยศักดิ์ หรือทำแต่ตามอำเภอใจของพวกโยนก การที่สร้างพระพุทธรูปขึ้นทีแรกน่าจะเป็นพระราชดำริของพระเจ้าแผ่นดิน และให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตกับพวกนายช่างประชุมปรึกษาหารือกันว่า ควรจะทำอย่างไร และพวกที่ปรึกษากันนั้นก็คงรู้สึกว่าเป็นการยากมิใช่น้อย ด้วยการทำพระพุทธรูปมีข้อสำคัญบังคับอยู่ ๒ อย่าง คือ อย่างหนึ่งจะต้องคิดให้แปลกกับรูปภาพคนอื่นๆ ใครเห็นให้รู้ได้ทันทีว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้า กับอีกอย่างหนึ่ง จะต้องให้งามชอบใจคนทั้งหลายที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
จากประวัติศาสตร์ของอินเดียเท่าที่พรรณนามานี้ในด้านเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูป จะเห็นว่าแต่เดิมนั้นนับแต่สมัยหลังพระพุทธกาลไม่มีการสร้างพระพุทธรูป คงสร้างรูปเคารพอย่างอื่นเป็นสัญลักษณ์แทน แม้ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ก็ยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปไว้เคารพบูชา ชนชาติกรีกซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา ดำเนินรอยตามพระเจ้ามิลินท์ นับเป็นพวกแรกที่สร้างพระพุทธรูปขึ้น เมื่อ พ.ศ.๓๗๐ หรือระหว่าง พ.ศ.๓๖๕-๓๘๓ เรียกพระพุทธรูปสมัยแรกนี้ว่าสมัยคันธาราฐ
ศิลปคันธาระ (คันธาราฐ) พ.ศ.๓๖๕-๓๘๓
อันความรุ่งเรืองในสมัยต้นของราชวงศ์อินเดีย หาเป็นเหตุให้ศิลปะแห่งคันธาระ มีส่วนผสานกับอารยธรรมเดิมของอินเดียไม่ ด้วยส่วนใหญ่ยังคงมีอิทธิพลของตะวันตกอยู่ กล่าวง่ายๆ ก็คือศิลปะคันธาระกับของอินเดียแท้ๆ ดูจะดำเนินไปบนมรรคาคนละสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับศาสนาพุทธด้วยศิลปะของคันธาระเอาแบบอย่าง การสลักพระพุทธรูปมาจากทรวดทรงของมนุษย์เลียนแบบธรรมชาติ หาได้เข้าถึงอารมณ์ส่วนลึกอันเป็นเรื่องของจิตใจไม่ ตรงกันข้ามชาวอินเดียพยายามแสวงหาอารมณ์ ความรู้สึกอันเร้นลับและสภาพอันอิ่มเอิบไปด้วยฌานให้แอบแฝงอยู่ในรูปปั้นด้วย โดยการตัดความกังวลใจในด้านการถอดพิมพ์จากธรรมชาติให้หมดไป แล้วมุ่งถ่ายถอดอารมณ์ความรู้สึกแต่ฝ่ายเดียว ดังปรากฏให้เห็นความสำเร็จอันงดงาม ในศิลปะคุปตะ อันเป็นศิลปะที่งามสุดยอดทางด้านพุทธศิลปะของอินเดีย
ราชวงศ์กุษาณะ ได้พยายามสร้างความเจริญให้แก่คันธาระนานาประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าการรวบรวมอำนาจ หาได้คำนึงถึงศรัทธาปสาทะอันแท้จริงในศิลปะไม่ จึงได้รวบรวมศิลปินจากต่างชาติในเมืองไกล ณ ที่ต่างๆ เพื่อทำงานตามที่ต้องการ ชนเหล่านี้ย่อมไม่อาจเข้าถึงความลึกซึ้งในศาสนาพุทธและฮินดูแต่ประการใด จึงทำให้ศิลปสมัยแรกๆมีความแตกต่างอย่างรุนแรงกับศิลปะอินเดียสมัยหลังซึ่งเป็นศิลปะอินเดียแท้ๆ
เมืองภาคใต้ คือ มถุราซึ่งได้รับอิทธิพลการสร้างศิลปะไปจากคันธาระ แต่ก็สามารถทำตามอารมณ์ความรู้สึกของตนเองอันเป็นแบบที่อินเดียเคยทำกันมาก่อน ในขณะเดียวกับคันธาระ ยังคงมีอิทธิพลของกรีกอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าศิลปะทั้งหมดจะเป็นพุทธศิลปะ
พระเจ้ากนิษกะซึ่งเป็นองค์อุปถัมภกสำคัญของพระพุทธศาสนา และได้เป็นผู้อุปถัมภ์การช่างศิลปะด้วย เพราะมีการก่อสร้างอย่างใหญ่โต สร้างวัดวาอารามต่างๆ พระองค์จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งสกุลช่าง “คันธาระ” ขึ้น
อิทธิพลศิลปะเฮนเลนนิสติคของกรีกได้ปรากฏในงานสมัยนั้นทั่วๆไป ดังจะเห็นได้ในงานประติมากรรมที่ขุดค้นได้จากเมืองตักศิลา ศิลปะเหล่านี้อยู่ในอิทธิพลของศิลปะกรีก ซึ่งแท้จริงขณะนั้น โรมันมีอำนาจอยู่เหนือกรีก และได้รับอิทธิพลไปจากกรีกอีกต่อหนึ่ง จึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ศิลปะภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรโรมันซึ่งตรงกับสมัยของเฟลเวี่ยน
ภาพสลักของพุทธศิลปะสมัยแรกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูปจึงเป็นแบบอย่างคล้ายศิลปะตะวันตก คือรูปร่างพระพุทธองค์เป็นแบบมนุษย์ธรรมดา มีกล้ามเนื้อนูนเด่นชัด แม้จีวรก็มีรอยย่นแบบธรรมชาติ สมัยคันธาระ ได้มีการสลักรูปพระโพธิสัตว์ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพเจ้าชายสิทธัตถะสมัยก่อนจะตรัสรู้
ภาพพระโพธิสัตว์จึงมีเครื่องประดับอันอลังการต่างๆ มีสังวาลย์ และสร้อยเพชรคาดบนพระเศียร (ศีรษะ) รวมทั้งประดับตามพระกรด้วย เครื่องทรงเหล่านี้ก็คงจะลอกเลียนเครื่องทรงกษัตริย์ หรือพระราชวงศ์ของพวกกุษาณนั่นเอง ภาพพระโพธิสัตว์เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ และท่าทางเลียนแบบศิลปะโรมันทุกอย่าง ซึ่งเข้าใจว่าจะสลักขึ้นโดยชาวต่างชาติซึ่งชำนาญงานด้านนี้โดยตรง มิใช่ชาวอินเดียพื้นเมือง ภาพพระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะ ก็เหมือนกับรูปสลักเทพเจ้า อะปอลโล่ไม่ผิดเพี้ยน
ศิลปะคันธาระ ได้หยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ด้วยผลจากการรุกรานของพวกฮั่นขาว ซึ่งหลวงจีนเฮี่ยนจังได้พรรณนาถึงสภาพคันธาระว่า เต็มไปด้วยซากสลักปรักหักพังของโบสถ์ วิหาร วัดวาอาราม น่าเอน็จอนาถยิ่งนัก
ศิลปะคันธาระสูญหายไป แต่ก็มีบทบาทใหม่ของศิลปะในอิทธิพลคันธาระไปผุดเกิดที่แคชเมียร์ ซึ่งคงมีฝีมือและความคิดเช่นเดียวกัน และยังคงมีอายุยืนนานจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๒
พระพุทธรูปสมัยคันธาราฐหรือคันธาระนี้ สร้างขึ้นด้วยวิธีสลักหินตามอย่าง คติการสลักเทพเจ้าของกรีกซึ่งใช้ศิลาเป็นพื้น และก็สลักในลักษณะรูปร่างเหมือนมนุษย์ มีกล้ามเนื้อ จีวรมีรอยย่นคล้ายธรรมชาติ แต่พระพุทธรูปแบบคันธาราฐก็ยังคงยึดคัมภีร์มหาปุริสลักเป็นแบบด้วย ดังเช่น ทำพระอุณาโลมไว้ระหว่างพระขนง (คิ้ว) และทำพระเศียร (ศีรษะ) มีพระเกตุมาลา (มวยผม) แทนที่จะทำเป็นพระเศียรเลียนแบบพระภิกษุผู้ปลงผมแล้วทั่วไป
ข้อที่ทำพระเกตุมาลานี้ บางทีจะเอาแบบมาจากข้อความในคัมภีร์นั้นที่ว่า “อณหิสสิโส” แปลว่า พระเศียรเหมือนทรงอุณหิส คือเครื่องทรงที่พระเศียร นายช่างสลักจึงทำพระเศียรนูน แบบมีพระเกตุมาลา
คติการทำพระเศียรนูนแบบมีพระเกตุมาลา (มวยผม) นี้ นับว่าเป็นคติอันแปลก และย่อมดำเนินรอยตามแบบเดิมของนายช่างประติมากรกรีก บางท่านวิจารณ์ว่าเพราะพระพุทธองค์เป็นผู้มีปัญญาอันล้ำเลิศ รูปของพระเศียรจึงนูนขึ้นผิดปกติชน ซึ่งแม้รูปสลักโมเสส ซึ่งเป็นศาสดาพยากรณ์ของคริสตศาสนาอันสลักโดย ไมเคิล แอนเจโล ประติมากรเอกของโลกชาวอิตาเลี่ยนก็ยังทำปุ่มยื่นออกมาเหนือหน้าผาก ๒ ปุ่ม เป็นลักษณะของบุคคลพิเศษ ซึ่งมีอำนาจอันมหัศจรรย์อีกประการหนึ่งตรงกระหม่อม คือส่วนสูงสุดของศีรษะทางศาสนาพราหมณ์ ถือว่านักบวชพราหมณ์ เมื่อถึงแก่มรณภาพแล้ว เขาจะต้องทุบกระหม่อมให้แตกเพื่อให้จิตวิญญาณหรืออาตมันของพราหมณ์ออกทางนั้น ตรงกันข้ามหากใครทำชั่ว หรือมีอกุศลจิตเป็นที่ตั้ง วิญญาณก็จะออกไปทางปลายเท้า หมายถึงไปสู่อบายภูมิ |
|
|
|
|
|
|
|
|
|