ธรรมชาติด้านหลัง พระสมเด็จวัดระฆัง
การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง นอกจากจะมุ่งเน้นศึกษาพุทธลักษณะด้านหน้าหรือที่เรียกกันว่า พิมพ์ทรง แล้ว ด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆัง ก็ถือเป็นจุดสำคัญในการพิจารณาไม่ได้ด้อยไปกว่าด้านหน้า ในอดีต บรรดาเซียนพระมักจะพูดอวดตัวเสมอว่า พระสมเด็จวัดระฆังนั้นให้คว่ำหน้า เปิดดูเฉพาะหลังก็จะพิจารณาได้ว่าเป็นพระแท้หรือเก๊ได้ทันที
|
|
 |
|
พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่
|
พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์
|
การศึกษาลักษณะเนื้อหามวลสารและธรรมชาติความเก่าในพระสมเด็จวัดระฆัง หากเราศึกษาจากด้านหลังขององค์พระจะให้ความกระจ่างกว่าด้านหน้าเนื่องจากเป็นพื้นผิวที่เรียบเสมอกัน และไม่มีส่วนนูนของพิมพ์ทรงมาเป็นข้อขัดขวางทำให้สะดวกในการพิจารณา จึงขอนำด้านหลังมาเป็นแนวทางในการศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังอีกทางหนึ่ง
|
|
 |
พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม
|
พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม
|
ตามประวัติการสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง เป็นการสร้างที่เรียกว่า ทำไปแจกไป ดังนั้นจึงทำให้มวลสารของพระสมเด็จวัดระฆังมีความแตกต่างกัน อันสืบเนื่องมากจากปริมาณในการใส่ส่วนผสมที่แตกต่างกันในแต่ละครั้ง ถึงกระนั้น มวลสารหลักในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังก็มิอาจบิดเบือนไปจากสูตรหลัก มวลสารหลักในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังประกอบไปด้วย ปูนเปลือกหอย มีส่วนผสมของผงวิเศษอันเกิดจากการเขียนและลบพระสูตรเลขยันต์ ตลอดจนพระคาถาต่างๆ สำเร็จเป็นผงวิเศษ เกสรดอกไม้ ผงธูป เป็นต้น
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้รวบรวมมวลสารทั้งหมดมาผสมกันแล้วผสมกับน้ำอ้อย นำเนื้อทั้งหมดลงในครก ตำให้เนื้อละเอียดแล้วผสมกันจนเนื้อเหนียวหนึก เสร็จแล้วนำเนื้อแต่ละครกขึ้นมาปั้นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาวๆ เมื่อได้เนื้อเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาวๆมีขนาดเพียงพอดีกับการสร้างพระแต่ละองค์ เอาตอกตัดเนื้อเป็นชิ้นๆ ขนาดหนาพอควร เราเรียกเนื้อแต่ละชิ้นว่า ชิ้นฟัก แม่พิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆังนั้น สันนิษฐานว่าแกะจากหินชนวนโดยแกะแม่พิมพ์เป็นตัวเมีย คือลึกลงไปในเนื้อหินชนวนเป็นรูปพระประธานมีซุ้มเรือนแก้วเป็นเส้นคล้ายหวายผ่าซีก โดยมีขอบสี่เหลี่ยมขององค์พระรอบซุ้มเรือนแก้วทั้ง 4 ด้านที่เรียกว่า เส้นบังคับ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่ามีการบากที่ขอบขององค์พระทั้ง 4 มุม ไว้เพื่อเป็นจุดที่จะนำตอกมาตัดขอบพระสมเด็จทั้ง 4 ด้าน กรรมวิธีในการพิมพ์นั้นค่อยๆ กดเนื้อพระสมเด็จให้แน่น เสร็จแล้วจึงนำไม้กระดานมาวางลงบนเนื้อพระสมเด็จ สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีไม้กระดาน 4 แผ่น ในคราวพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง ไม้กระดานทั้ง 4 แผ่นคงจะมีผิวไม่เหมือนกัน จึงเกิดพิมพ์ด้านหลังองค์พระตามลายไม้กระดานทั้ง 4 แผ่น
ลักษณะด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆังอันสืบเนื่องมาจากลายไม้กระดานทั้ง 4 แบบ ได้ข้อสรุปแบบพิมพ์ด้านหลังไว้ดังนี้
 |
 |
 |
 |
พระสมเด็จวัดระฆัง
หลังกาบหมาก
|
พระสมเด็จวัดระฆัง
หลังสังขยา
|
พระสมเด็จวัดระฆัง
หลังกระดาน
|
พระสมเด็จวัดระฆัง
หลังเรียบ
|
1.พิมพ์หลังกาบหมาก ลักษณะด้านหลังพิมพ์นี้จะดูเป็นลายไม้กระดานซึ่งเมื่อพระหดตัวตามอายุความเก่าของพระ ลายไม้กระดานจะดูละเอียดและลึกยิ่งขึ้นเหมือนลายกาบหมากที่แห้งและหดตัว ธรรมชาติของด้านหลังอันเกิดจากอายุความเก่าที่เห็นได้ชัดมากคือ รอยปริแตกของเนื้อพระที่ลู่ไปในทางเดียวกัน เมื่อพระแห้งและหดตัวลง รอยปริแยกนี้จะแยกให้เห็นชัดขึ้นเรียกกันว่า รอยปูไต่ มีลักษณะเป็นเส้นๆ เหมือนขาปูไต่ถูกเนื้อ
สำหรับพระสมเด็จวัดระฆังที่ผ่านการใช้หรือสัมผัส สมัยก่อนก็มักจะเปิดหลังให้ถูกร่างกายผู้ใช้ บางองค์ถูกกัดกร่อนด้วยเหงื่อไคลดูคล้ายลักษณะที่เรียกกันว่า หลังเน่า รอยกาบหมากก็จะเลอะเลือนไม่ชัดเจน แต่รอยปูไต่และรอยปริแตกกระเทาะของขอบข้างองค์พระยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนทุกองค์
2. พิมพ์หลังกระดาน ลักษณะจะเป็นลายไม้กระดานที่เห็นคลองเลื่อยขวางกับองค์พระ บางองค์คลองเลื่อยจะเห็นชัดเจนมาก บางองค์ก็จะไม่ชัดนัก และจะปรากฏธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดระฆังคือ รอยปูไต่ และรอยขอบกระเทาะอย่างชัดเจน
3. พิมพ์หลังสังขยา มีลักษณะเหมือนหน้าสังขยา คือไม่เรียบแต่ก็ไม่มีลายละเอียดเหมือนพิมพ์หลังกาบหมาก จะเห็นได้ชัดว่าพื้นผิวด้านหลังจะมีความขรุขระ ปรากฏรอยปูไต่ลู่ตามทางเดียวกัน ตลอดจนรอยกระเทาะของขอบพระ
4. พิมพ์หลังแผ่นเรียบ ลักษณะของด้านหลังพิมพ์นี้จะดูเรียบไม่มีรอยกาบหมาก รอยกระดานหรือรอยสังขยา ดูมีความเรียบร้อยสวยงาม ปรากฏธรรมชาติความเก่าอันได้แก่ รอยปูไต่ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง (บางองค์จะไม่มีรอยปูไต่) และรอยกระเทาะของขอบพระชัดเจน
ก่อนจะจบ ขอนำเรื่องของธรรมชาติความเก่าที่เราเรียกว่า รอยปูไต่ มาให้ทราบกันพอสังเขป
รอยปูไต่ เป็นคุณลักษณะประการหนึ่งบนพื้นผิวพระสมเด็จวัดระฆัง เป็นปฏิกิริยาของผิวที่ได้รับความร้อนแล้วแห้งจากส่วนบนไปในเนื้อพระ มีลักษณะเป็นรอยย้ำจากภายนอกเข้าไปในเนื้อ มีลัณฐานเขื่องและเป็นรอยคู่ คือ 2 รูเคียงกันและเดินเกาะคู่เป็นแนว ส่วนมากจะพบบริเวณชายกรอบด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งและเดินไปด้านตรงข้ามในแนวเฉียง มีทั้งเฉียงลงและเฉียงขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งหายไปทางด้านตรงข้าม
รอยปูไต่นี้ ถ้าปรากฏในพระสมเด็จองค์ใด สามารถช่วยพิจารณาตัดสินยืนยันความแท้ของพระสมเด็จองค์นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่าพระปลอมสามารถทำให้ใกล้เคียงกับพระแท้ที่มีความหนักเบาของเส้นรอยปูไต่อย่างธรรมชาติ
|